ข้อควรรู้ ก่อนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

90 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ข้อควรรู้ ก่อนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

 ข้อควรรู้ ก่อนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า  

รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร

รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) คือ ยานพาหนะที่มีการใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเพื่อขับเคลื่อนตัวรถ หรือการใช้งานร่วมกับเครื่องยนต์เผาไหม้ จากน้ำมันเชื้อเพลิง  ซึ่งการขับเคลื่อนของรถ EV จะอยู่ในการเก็บพลังงานในรูปแบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มักถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ๆ  คือ HEV , PHEV , FCEV และ  BEV 
ประเภทของรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV
1.รถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle: HEV)

เป็นยานพาหนะที่ใช้พลังงานจากแหล่งน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป และพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไฟฟ้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งจะเกิดกระบวนการที่เรียกว่า  Regenerative breaking กล่าวคือ ในตอนขณะที่เบรก จะเกิดพลังงานไฟฟ้าไปกักเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อใช้ภายหลังในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ร่วมกับการทำงานของเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงได้ ถือว่าเป็นทางเลือกที่จะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่ารถยานยนต์แบบปกติที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 100% 
2.รถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle : PHEV)

รถยนต์ประเภทนี้จะคล้ายกับแบบ ไฮบริด HEV ที่เป็นการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์ที่ได้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิง กับมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ Plug-in  จะสามารถชาร์จไฟฟ้าจากภายนอกเข้ามาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ตัวรถได้ ซึ่งข้อดีเราจะสามาถเลือกได้ว่าจะใช้พลังงานใดขับเคลื่อนตัวรถ แต่ข้อจำกัด การเลือกใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าจะใช้เดินทางในระยะที่ไม่ไกลมากนัก หากต้องการเดินทางไกล ๆ ไปต่างจังหวัด ก็ยังคงต้องใช้น้ำมันแบบเชื้อเพลิงอยู่
3.รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง หรือ รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน  ( Fuel Cell Electric Vehicle : FCEV)  

รถยนต์ประเภทนี้จะใช้พลังงานที่เป็นเซลล์เชื้อเพลิง จากก๊าซไฮโดรเจนเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนตัวรถ เพราะก๊าซไฮโดรเจนถือว่าเป็นพลังงานที่สะอาด ปลอดภัยต่อคน แต่รถยนต์ประเภทนี้ยังไม่เป็นที่นิยม มีอยู่บางประเทศเท่านั้น อยู่ในช่วงการส่งเสริมการพัฒนาให้มีการใช้งานที่แพร่หลายมากขึ้น ตามความเชื่อว่าเป็นพลังงานสะอาดที่แท้จริงในอนาคต 
4.รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ( Battery Electric Vehicle : BEV) 

เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้ในการขับเคลื่อน 100%  รถยนต์ประเภทนี้มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็น 0 ทำให้ไม่มีการปล่อยไอเสียออกมาเลย และจะต้องใช้พลังงานจากการชาร์จไฟฟ้าจากแหล่งประจุ หรือ สถานีชาร์จเท่านั้น  ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้า BEV กำลังได้รับความสนใจอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบันปี 2566  มีสถานีชาร์จรถ BEV มากกว่า 1,000 แห่ง  ทั่วประเทศ 
ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า
1.เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าลดการสร้างมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงทำให้การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ควันไอเสีย มลภาวะฝุ่น และเมื่อในระยะยาวหากทุกคนสามารถลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงลงได้ ก็จะเป็นผลดีต่อโลกของเรา
2.ต้นทุนการใช้งานของค่าพลังงานต่ำ

รถยนต์ไฟฟ้ามีค่าพลังงานที่ต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเติมพลังงานต่ำลง ซึ่งประหยัดเงินในส่วนของการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงหรือแก๊ส เพราะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้าได้ตามสถานีต่างๆ หรือที่บ้าน และค่าชาร์จแบตเตอรี่มีราคาต่ำกว่าค่าน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังมีค่าบำรุงรักษาที่น้อยกว่าเนื่องจากมีส่วนประกอบน้อยและไม่มีเครื่องยนต์ที่ต้องการการบำรุงรักษาตลอดเวลา
3.ไม่มีเสียงเครื่องยนต์รบกวน

เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV ไม่มีเครื่องยนต์เชื้อเพลิงในลักษณะธรรมชาติ แต่มีการพัฒนาระบบมอเตอร์เพื่อใช้พลังงานที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ ซึ่งลักษณะของมอเตอร์ไฟฟ้าแตกต่างจากหลักการของความร้อนและพลังกล จึงส่งผลให้ไม่เกิดเสียงรบกวน  
4.มีความเร็วที่เสถียร
 

เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องอุ่นเครื่องยนต์ก่อนที่จะเริ่มทำความเร็ว ดังนั้นรถยนต์ไฟฟ้าจึงทำให้มีความเร็วที่เสถียรตั้งแต่ที่เริ่มสตาร์ทเลยค่ะ 
5.การสนับสนุนจากภาครัฐ
 

หลาย ๆ ประเทศทั่วโลก รัฐบาลได้เริ่มให้การสนับสนุนส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงประเทศไทยด้วย ที่กระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และมีนโนบายเกี่ยวกับการใช้รถพลังงานไฟฟ้าเพื่อลดมลพิษทางอากาศ โดยมีมาตรการลดภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ EV ที่เป็นรถใหม่สำเร็จรูป และจดทะเบียนตามกฎหมาย ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 โดยลดภาษีลงร้อยละ 80 จากอัตราภาษีประจำปีท้ายกฎหมายว่าด้วยรถยนต์   
ข้อจำกัดของรถยนต์ไฟฟ้า
1.ระยะทางในการขับเคลื่อน
 

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีในด้านแบตเตอรี่กำลังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่รถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีข้อจำกัดในระยะทางการขับขี่ที่ขับเคลื่อนได้น้อยกว่ารถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน  
2.เวลาในกระบวนการชาร์จ 

กระบวนการชาร์จแบตเตอรี่ใช้เวลานานกว่าการเติมเชื้อเพลิงจากน้ำมันมาก ๆ  และรวมถึงสถานีชาร์จรถไฟฟ้า EV ยังถือว่ามีน้อยมากเมื่อเทียบกับสถานีปั๊มน้ำมันที่เติมเชื้อเพลิงแบบปกติ
3.ค่าลงทุนเริ่มต้นสูง 

รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาเริ่มต้นในการซื้อที่สูงกว่ารถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน เพราะใช้เทคโนโลยีกลไกในการผลิตที่จะขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาที่สูง
4.สถานีที่สามารถชาร์จรถไฟฟ้าได้ 

ในบางพื้นที่สถานีรถไฟฟ้าอาจจะยังไม่ทั่วถึงเท่ากับสถานีปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงที่บางที่อยู่ติด ๆ กัน ส่วนใหญ่สถานีชาร์จรถ EV จะมีอยู่มากในแถวๆ กรุงเทพ ฯ  ดังนั้นการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าจึงต้องมีการวางแผนการเดินทางไกลอย่างรอบคอบ
5.ขีดจำกัดของความแรงสูงสุด 

รถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นอาจมีขีดจำกัดในเรื่องของความเร็วสูงสุด เนื่องจากพลังงานไฟฟ้ามีข้อจำกัดในการรองรับการขับเคลื่อนที่รวดเร็ว 
รถยนต์ไฟฟ้าทำประกันได้หรือไม่

หลายคน อาจจะกำลังสงสัยว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถทำประกันภัยรถยนต์ได้หรือไม่ น้องกันเองขอตอบเลยว่า ทำได้ค่ะ รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV (Electric Vehicle) สามารถทำประกันได้เฉกเช่นรถยนต์ทั่วไปที่ใช้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิงค่ะ ไม่ว่าจะเป็นประกันชั้น 1,2,2+,3 และชั้น 3+ ก็ทำได้  ซึ่งบางบริษัทประกันอาจจะมีแผนประกันที่เน้นการคุ้มครองเพิ่มเติมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV ให้เลือกด้วย รวมถึงทาง PROPRAKAN ที่มีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำปรึกษาเกี่ยวการทำประกันรถยนต์ไฟฟ้าได้ค่ะ หากสนใจหรือต้องการคำปรึกษาไม่ว่าจะเป็นประกันรถยนต์ทั่วไปที่ใช้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิง หรือรถยนต์ไฟฟ้าสามารถทักมาปรึกษาสอบถามกับทาง ธีร์โบรคเกอร์ ได้เลยนะคะ 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม     
โทรหาศูนย์บริการลูกค้า ธีร์ ทำดีแคร์  0961929698


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้